เมื่อวานได้สอบ IS นักศึกษา MBA เธอเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายเป็นบริษัทขายส่งแก๊สครับ
ในระยะเวลาสั้นๆ เธอเล่าให้ฟัง (ตามที่เธอไปศึกษามา) ว่าจากการออกแบบสอบถาม พบว่า... ตอนนี้มีปัญหาที่ส่งแก๊สไม่ทัน เหตุผลคือ ไม่มีการวางแผนที่ดีพอ บางรายขอวันนี้เอาเดี๋ยวนี้ก็ให้มันทัน การแก้ปัญหาของเธอ คือ ทำรายงานฉบับนี้ขึ้นเพื่อเสนอผู้บริหาร และจัดประชุมเพื่อตกลงปริมาณการสั่งซื้อกันให้แน่นอน บ่อยขึ้น
พอสอบเสร็จ ผมก็ดูรายงานเธอ เจอตัวเลขตัวหนึ่งมีลูกค้าเพิ่มขึ้น 4 ราย แต่เป็นรายใหญ่แต่ยอดขายก๊าซรวมเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 300 ครับ เท่าที่ฟังบริษัทแม่ก็แก้ปัญหาด้วยการส่งก๊าซเพิ่มแล้ว แต่ดูข้อมูลก็มีบางรายที่ยังส่ง
ไม่ทัน แต่เอ๊ะ! ผมเริ่มตั้งข้อสังเกต บางรายไม่มีปัญหาแต่บางรายก็มีปัญหา
ผมเลยถามเขาว่า คุณลองดูให้ดีนะมีบางรายไม่เป็นปัญหา บางรายก็มีปัญหา
ถามหน่อยครับ นึกดีๆ รายที่มีปัญหา คุณทำอะไรต่างจากรายที่ไม่มีปัญหาหรือไม่
“เธอพูดว่า ในรายที่มีปัญหา แต่ตอนหลังไม่มีเกิดขึ้นหลังจากที่ฝ่ายเธอได้ไปเยี่ยมโรงงาน ไปดูกระบวนการผลิต...ไปเยี่ยมโรงงาน และฝ่ายเขาเองก็มาเยี่ยมโรงงานเขาเหมือนกัน จากการไปเยี่ยมแต่ละครั้ง ทำให้เข้าใจระบบกันมากขึ้น และสามารถตกลงกันได้ดีขึ้นเหมือนคุยกันรู้เรื่องขึ้น”
ผมเลย...นี่อย่างไร คุณคงรู้แล้วว่าจะทำอย่างไรที่คุณเสนอบอกว่าจะจัดประชุมกันบ่อยๆ นี่ไม่น่าใช่ เท่าที่ดูต้องไปเยี่ยม ไปปรึกษาหารือทำความเข้าใจระบบกันถึงที่ก่อน ทำให้ต่อมาประชุมกันได้ผล เธอบอกว่าใช่เลยค่ะ ตอนนี้มีกี่รายที่มีการไปเยี่ยมโรงงาน
เธอบอกว่า “ส่วนใหญ่ยังค่ะ”
เธอก็บอกว่า “ได้แนวคิดแล้วค่ะอาจารย์รู้แล้วว่าจะไปทำอะไรต่อ”
.......................................................
กระบวนการนี้ใช้เวลาเพียงไม่ถึง 5 นาทีแต่ได้แนวทางไปแก้ปัญหาได้ครับ
สาระสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่เวลามีข้อมูลอะไรผ่านเข้ามา ผมจะบอกชาว AI ว่าอย่าปล่อยผ่านไปครับ
ไม่มีใครในโลกนี้ทำงานได้เท่ากันหรอก ไม่มีอะไรเหมือนกันทุกอย่างหรอกครับ ไม่มีเหตุการณ์อะไรให้ผลเหมือนกันไปหมด
ในมุมมองของ AI แค่ต่างกันนิดๆ ก็เรียกว่ามีอะไรดีๆ ซ่อนเร้นอยู่ครับ ตัวเลขต่างกันก็เป็นที่มาที่เราจะค้นหาความแตกต่าง เพื่อจับถูกเอามันขยายผล สร้างโอกาสได้ครับ
เวลา 5 นาทีก็ยังไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับเราจะคุยกันด้วยคำถามแบบไหนด้วยซ้ำ
คุณล่ะคิดอย่างไร
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น