เมื่อวานมีผู้สนใจ AI คนใหม่ถามคำถาม ที่เป็นคำถาม ที่พบบ่อย ทำไมต้อง AI ไม่ใช่ตัวอื่น
ครับ ลองฟังทางนี้ก่อนเคยเป็นอย่างนี้ไหมครับ
ฉาก 1 วันหนึ่ง นายถามลูกน้องว่า “เราต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรแล้ว คุณว่าอย่างไร ให้ทุกคนเสนอ...” (ส่วนนายมองแบบรีบๆ) ผมว่า “เอาอย่างนี้รับรอง ทำแบบที่ผมพูด ดีขึ้นแน่”ทุกคนมองหน้า เราไม่ได้คุยอะไรกันต่อ เพราะก็เหมือนเดิม เราไม่เคยอยู่ในสายตาขององค์กร เขามีคำตอบอยู่แล้ว ถ้ามีปัญหาก็โทษเราอีกว่าพวกเราไม่เก่ง
ฉาก 2 ระหว่างเพื่อนร่วมงาน นี่ๆ ผมจะลดน้ำหนัก ถามหน่อยวิธีการพูดกับลูกค้าที่คุณเสนอให้หน่วยงานเราทำน่ะมันจะช่วยลดน้ำหนักผมได้ไหม ฮาๆ
ฉาก 3 ที่คุณทำน่ะ ไม่ได้ผลหรอก ทำไมไม่ทำอย่างนี้ล่ะ จากนั้นคุณก็เริ่มมองเขาด้วยสายตาเปลี่ยนไปเพราะไม่ว่าคุณจะทำอะไร เอาไปคุยกับคนนี้ คุณผิดทุกที พอถามหาทางออกก็ได้แค่คำตอบคลุมเครือเหมือนเดิม วิจารณ์เก่ง ติเก่ง เป็นมหาอำนาจแห่งการติ ติแล้ว เราเอาไปก่ออะไรไม่ได้ แถมหมดความมั่นใจไปเลย และอีกนับฉากไม่ถ้วน...ทุกคนล้วนเคยมาครับ
.....................................................................
สิ่งที่เหมือนกัน
1. ทุกองค์กร ทุกตำแหน่ง ต้องเจอกับปัญหาหนักอกทั้งสิ้น
2. เอาปัญหามาคุยกันแบบเดิมๆ ทีไร มักเกิดภาวะเบื่อหน่าย เกิดความเกลียดชัง ไม่นับถือกัน
3. คุยต่อไม่ค่อยได้ ต้องรีบจบ ไม่อย่างนั้นวงแตก ถ้าเป็นการคุยระหว่างผู้มีอำนาจสูงกว่า กับผู้มีอำนาจน้อยกว่า ผู้มีอำนาจน้อยจะรู้สึกว่า อยู่เงียบๆ จะดีกว่าแม้กระทั่งระหว่างเพื่อน เออ...ทางใครทางมันถึงขั้นปลง เออ...บางคนนี่มันเกิดมาเพื่อแก่ตายเฉยๆ แฮะ อย่าไปถือสาหาความอะไรมันเลย
4. แทบไม่เคยแก้ปัญหาได้ครับ หายากจริงๆ อย่างเก่งก็ได้แค่ข้อเสนอ
...........................................................
วกเข้ามา AI แรกๆ ผู้คิด David Cooper rider ตอนแรกท่านก็ศึกษาทั้งปัญหา และโอกาสนั่นแหละครับ พอเข้าไปประเมินภาวะผู้นำในโรงพยาบาล พอให้พูดถึงปัญหา คนก็พูดครับ เจอแต่เรื่องสติแตก ถึงขั้นด่ากันวงแตกวิจารณ์กันมากมาย จบลงด้วยการยอมรับ “มันไม่มีทางจะเปลี่ยนอะไรได้หรอกคุณ”พอกลับกันลองถามเรื่องที่ทุกคนภูมิใจ เปลี่ยนมุมถาม ปรากฏว่าบรรยากาศออกมาดี คนอยากคุยกัน คุยไม่จบพบความหวังจนนำไปสู่ความร่วมมือแก้ปัญหาที่แก้ไม่ได้ ท่านถึงฉุกใจคิดว่ามันต่างกันจริง ท่านเลยพัฒนามาเป็นAppreciative Inquiry ที่เราเห็นกันนี่แหละครับทำไมถึงใช้ AI
.....................................................................................
ตามประสบการณ์ของผม จุดเด่นของ AI มันอยู่ที่เรื่องพื้นฐานที่สุดคือ พอถามด้วยคำถามดีๆ คนก็จะคุยกันดีๆครับ คุยกันจนแตกออกไปเรื่อยๆ แทนที่จะหยุดชะงักแต่แรก เพราะปวดหัว สิ้นหวัง ถูกครอบงำจากวิธีการเดิมๆเพราะมีใครเหนือกว่าการคุยแบบ AI บางทีเราเรียกว่า Generative Conversation คือคุยแล้วมันต่อยอดได้ เพราะ AI ไม่กระตุ้นให้คนมาวิพากษ์วิจารณ์กันแต่ต้นครับ ทำให้คุยกันได้ เมื่อคุยกันได้ จะฟังกันครับ ที่สำคัญมันลดชั้นวรรณะลง แม้กระทั่งคนโหดที่สุด คุยดีๆ เขาจะตอบคุณดีๆ ครับ อารมณ์จะดี ถึงขั้นเลิกโหด หันมาช่วยคุณ แบบที่คุณต้องนึกไม่ถึงทีเดียว
.......................................................................
จริงๆ แล้วการคุยที่ทำให้เกิด Generative Conversation ไม่ได้มีแต่ AI ครับ Dialogue ก็ใช่ World Cafe ก็ใช่และอื่นๆ ที่มนุษย์นักคิดกำลังรังสรรค์ขึ้นมาว่าไปแล้วมีมาแต่โบราณ เช่น Greek ก็มี The Spirit of Koinonia, พุทธมีคุยกันอย่างบัณฑิต ต้องไม่โกรธ (ดูคัมภีร์มิลินทปัญหา)ผมเองใช้ AI ด้วยเหตุผลเดียวกัน แต่ผมก็ใช้อย่างอื่นเข้มข้นพอๆกัน เช่น Dialogue World Cafe และ Open Space AAR และ KM ครับ เพราะช่วยได้เยอะครับ และเห็นชัดมานับร้อยโครงการแล้วว่าได้ผลดีกว่าครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น