คำถามที่ท็อปฮิตติดลมที่สุด ที่ผู้ซึ่งบังเอิญโคจรมาเจอผมทั้งโดยหน้าที่การงาน กรรมการสอบนักศึกษาของผมหรืออาจารย์ที่บังเอิญมานั่งทานข้าวด้วยกัน คือ “AI นี่มันใช้ได้ผลจริงๆ เหรอ” แรงกว่านั้นเข้าหน่อยก็“ฮ่าๆ ได้ผลขนาดนี้เลยเหรอ” บางคนก็“ผมดูแล้ว ก็ไม่เห็นมีอะไรแปลก จะมีอะไรที่ต่างมากกว่านี้นะ”ครับหลากหลายความรู้สึกเกี่ยวกับ AI ผมจะค่อยๆ ตอบคำถามนี้นะครับ แต่ก่อนอื่นมาฟังเรื่องราวที่ดูไม่ค่อยจะเกี่ยวนี้ก่อนนะครับ
สมัยก่อนเข้ามาเรียนกรุงเทพฯ ตอนนั้นดาวหางฮัลเล่ย์มาเยือนโลก ผมเองชอบวิทยาศาสตร์มาก ตอนนั้นมีนิตยสารชื่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีลงบทความวิธีการสร้างกล้องดูดาว ขนาดขยายสี่สิบเท่า ผมก็เลยลองทำดูครับ ซื้อเลนส์มาคู่หนึ่ง และก็ดัดแปลงท่อน้ำเอา ในที่สุดก็ออกมาเป็นกล้องดูดาวที่ดูได้จริงๆ ครับก็ดูมาเรื่อยๆ แต่ก็ไม่เป็นอะไรมาก ความที่สมัยนั้นอยู่โคราช ไม่รู้จะคุยกับใคร ไม่มีหนังสือ ไม่มีชุมชน เคยไปซื้อหนังสือมาดูก็กลายเป็นตำราฟิสิกส์ของจุฬา (แต่ผมอยู่ม.ต้น) ครับ
แต่ท้องฟ้าสวยงามมากครับ ถ้าคุณใช้กล้องดูดาวมองไปที่ท้องฟ้าว่างๆ คุณจะเห็นความงดงามสุดบรรยาย คือตรงไหนก็มีดาว บางจุดดูเป็นดาวสว่างดวงเดียว แต่พอส่องไปก็จะกลายเป็นกระจุดดาว ผมมีแผนที่ดาวครับ แต่ดูไม่เป็น พยายามแกะ แต่รู้เลยต้องใช้เวลา ตอนนั้นยุ่งๆด้วย เพราะต้องไปสอบเข้าเตรียมฯ พอเข้าได้ก็ยุ่งอีก ต้องเอ็นทรานซ์อีก พอไปเรียนวิศวะ ก็เลยงัดมาดูอีก แต่คราวนี้ครับ พออยู่กรุงเทพฯรู้เลยครับว่า “ฟ้าไม่เปิด” กรุงเทพนี่แบกกล้องไปดูดาวแล้วเหนื่อยครับ มีแต่ฝุ่นครับ ว่าไปแล้วกว่าสิบปีที่ผมมีกล้องอยู่ข้างๆ ตัว (ตอนนี้พ่อกับแม่เก็บไว้)
ฝีมือการดูดาว ความรู้ในเรื่องดาราศาสตร์ของผมก็ยังไม่ถึงระดับอนุบาลด้วยซ้ำครับ
“ดังนั้นการที่ผมมีกล้องที่มีกำลังขยายมากกว่ากล้องของกาลิเลโอกว่า 2 เท่า ไม่ทำให้ผมกลายเป็นคนเก่งกว่า
กาลิเลโอไปได้ครับ ที่แย่กว่านั้นผมเองสู้คนกว่า 1000 ปีก่อน เช่น พวกมายันที่ไม่มีกล้องดูดาว แต่ดูดาวเก่งกว่าคนสมัยนี้ด้วยซ้ำครับ”ผมไม่สามารถเป็นนักดูดาวที่เก่ง หรือเป็นนักดาราศาสตร์ได้น่าจะมาจากหลายสาเหตุ
1. ผมเริ่มต้นด้วยสภาพที่ขาดแคลน ไม่รู้จะถามใคร
2. ผมยุ่งกับภารกิจอื่นๆ
3. พอโตขึ้นอยากดูก็เจออีกครับดูไม่สนุก เพราะฟ้าปิด ไม่สวยเหมือนตอนอยู่บ้านนอก
4. ผมพบกิจกรรมอื่นที่น่าตื่นเต้นพอกันคือการทำชมรมกับเพื่อน
5. ผมไม่ได้อยากเป็นนักดาราศาสตร์จริงๆ ครับ ถ้าอยากเป็นผมไม่หยุดง่ายๆ อย่างนี้ผมอยากเป็นวิศวกรมากครับ
เพราะการประดิษฐ์การดัดแปลงกล้องดูดาว ตอนม.ต้น ทำให้ผมค้นพบตัวเองครับ ว่าผมน่าจะเป็นวิศวกรมากกว่าผมชอบตรงนี้ครับ
กลับมาในเรื่องของ Appreciative Inquiry ครับ นี่คือเครื่องมือตัวหนึ่งครับในมุมมองและประสบการณ์ของผม(ยังไม่ใช่ขั้นเทพ) อยากบอกว่า ไม่ใช่ทุกคนที่ใช้มันจะใช้ได้สำเร็จ (ต่อให้คล่อง ให้เก่งเท่าไร ไม่รวมถึงใช้แบบไม่เป็นนะครับ) หรือใช้ได้สำเร็จกับทุกคนครับ มีการทำ meta analysis โดย Gavesh Bush กับองค์กรที่เคยใช้Appreciative Inquiry ค้นพบว่ามีประมาณร้อยละ 35 เท่านั้นที่ใช้แล้วเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดตามประสบการณ์ที่พวกเราทำกว่า 130 ราย ในไทยเอง ยืนยันเลยครับว่ามีประมาณร้อยละ 30 เท่านั้นที่รายงานหรือเชื่อได้ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงจริงๆ ที่เหลือยังเกิดน้อยมาก หรือยังไม่เกิดเลยครับ แต่ที่ต่างกันคือมีรายงานโดยนักวิจัยที่เอา AI ไปใช้ในองค์กรด้านวิศวกรรมบอกว่า AI “อาจ” ไม่เหมาะกับองค์กรลักษณะนี้แต่ที่เราเจอมันตรงข้ามครับ กรณีAI ที่ให้ผลดีมากในกลุ่มของเรา (www.aithailand.org) เกิดขึ้นในองค์กรด้านวิศวกรรมด้วยครับ อาจเป็นเพราะผมจบวิศวะและเคยทำงานในองค์กรด้านวิศวกรรมมาก่อนก็ได้ครับ
ส่วนปัจจัยเสริมที่จะช่วยให้การใช้ Appreciative Inquiry ให้สร้างผลกระทบมากๆนั้น จะทำอย่างไร ผมจะมาเล่าให้ฟังในบทความตอนต่อไป ไม่เช่นนั้นจะยาวเกินไปก่อนผมจะเขียนมาเล่า ถ้าใครเคยใช้AI จนระดับวัดผลประกอบการจริงๆ (ไม่นับขั้นที่ทำ Discovery อย่างเดียว)อยากให้เล่าประสบการณ์การใช้AI แล้วได้ผลดีให้ฟังหน่อยครับ เพื่อเป็นวิทยาทานครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น