วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2554

AI ตอน...เอ๊ะ! อาจมีโอกาสอะไรซ่อนเร้นอยู่ก็ได้ นะ


         ผมมักมีโอกาสอ่านงานวิจัยที่รายงานว่ากลุ่มเป้าหมายมีอายุระหว่าง (สมมติ) 20-30 ปีมีรายได้20,000 บาท ที่สมบูรณ์แบบด้วยพลังแห่งปริมาณ
         มีวันหนึ่งผมเริ่มถามนักศึกษาสนุกๆ ว่านี่คุณ ถ้าคุณเห็นคนเดินมา คุณจะรู้ไหมว่า เขามีเงินเดือนเท่าไร เอาอย่างนี้ก็ได้คุณทำงานกั  าตั้งนาน คุณว่าบ้านผมอยู่ที่ไหน เงินเดือนผมเท่าไร มองสิแล้วบอกให้ได้ทายกันไปกันมา แบบขำๆ นี่ขนาดสนิทกันยังไม่รู้ว่าบ้านอยู่อำเภอเมืองรึเปล่า เงินเดือนเท่าไรก็ทายไม่ถูก (ต่อให้ถูก ก็ไม่บอก)
เอาละหวา แล้วอย่างไรล่ะ ทำข้อมูลมาตั้งเยอะแล้วจะเอาข้อมูลนี่ไปทำอะไรได้ไหม
......................................................
เล่าเรื่องหนึ่งให้ฟังครับ เมื่อสองสามวันก่อน มีโอกาสคุยแบบสุนทรียสนทนากันผู้ประกอบการรายหนึ่ง เธอเป็นนักศึกษา MBA เป็นเจ้าของร้านเนื้อเกาหลี ที่ร้อยเอ็ด เธอมีโครงการเปิดร้านเนื้อย่างเกาหลีแถวมหาวิทยาลัยขอนแก่น เธอทำ IS ศึกษาความเป็นไปได้ เธอทำแบบสอบถามได้ความมาว่า ผู้สนใจจะมาใช้บริการส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาครับรายได้ระหว่าง 3,000 – 5,000 บาท (จำไม่ได้ติ๊ต่างเอา) ก็มีกลยุทธ์ว่าจะประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จักด้วยป้าย รถโฆษณา รักษาคุณภาพอาหารดีครับ เป็นงานที่แน่นด้วยพลังแห่งสถิติกอปรกับพลังความตั้งใจ แต่เอ๊ะ! อาจมีโอกาสอะไรซ่อนเร้นอยู่ก็ได้นะ.......................................................
ผมเลยถามเธอว่า...ลองนึกถึงลูกค้าดูสิ นักศึกษาในมหาวิทยาลัยขอนแก่นมาทานเนื้อเกาหลีกันในโอกาสอะไรความที่เธอจบที่นี่เลยมีประสบการณ์เธอบอกว่า งานวันเกิดค่ะ ไปเป็นกลุ่ม
ผมเลยเสริมเธอว่า...นี่อย่างไรล่ะโอกาสมีนักศึกษาตั้งสี่หมื่น ในทุกวันย่อมมีเจ้าของวันเกิด และเพื่อนที่มีโอกาสจะมากินเนื้อเกาหลีบางรายมาสี่ห้าคน สิบคน ทุกคนที่มาฉลองก็มีวันเกิดของตนเองอีก แล้วดูสินี่โอกาสเห็นๆ คุณมีการส่งเสริมการขายในเรื่องนี้ไหม เปล่าค่ะ แต่พออาจารย์ถามเลยคิดได้แล้วค่ะว่าจะมีแจกเค้กให้ถ้าโทรมาล่วงหน้า
คำถามที่สอง...แล้วมีการไปทานเนื้อเกาหลีในโอกาสอะไรอีก เลี้ยงสายรหัสครับผมบอก โอโห...นักศึกษาสี่หมื่นส่วนใหญ่เรียนสี่ปีก็40,000 หาร สี่ มีสายรหัสราวๆอีก 10,000 สาย โอกาสเห็นๆ คุณมีโครงการอะไรไหม มีแผนหรือยัง...ยังค่ะ แต่เห็นเลย เดี๋ยวไปคิดมาค่ะยังมีอะไรอีกไหมก็เช่น ฉลองสอบไล่มิดเทอมครับ (สอบกันทั้ง 40,000 คน และหลายครั้งต่อปี)
ถ้าร้านเขามีโครงการเชิงรุก รับรองสามารถคว้าโอกาสที่เห็นได้แน่นอน เพราะเท่าที่ดูก็ยังไม่เห็นใครทำโครงการเชิงรุก.......................................................
ทั้งหมดนี้ไม่ปรากฏในแบบสอบถาม ถามว่าผมถามด้วยแนวคิดอะไร ก็ขอตอบว่า ผมถามแบบ Appreciative Inquiry ครับ เน้น What work ซึ่งหมายถึงตอนร้านขายได้นั้น ลูกค้าไปใช้บริการในโอกาสอะไรบ้าง โดยมองจากมุมมองของคนเคยใช้บริการยากครับ...ถ้าจะมองหากลุ่มเป้าหมายจากเงินเดือน อาชีพ/การศึกษา ยากจริงๆ ไม่มีใครแขวนป้ายบอกคุณชัดๆครับ แต่ถ้ามองจาก Life style หรือวิถีชีวิตอาจเจอโอกาสที่ซ่อนเร้นอยู่ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพอย่างคาดไม่ถึง...
        นี่เป็นตัวอย่างการใช้Appreciative Inquiry เพื่อค้นหาโอกาสในทางธุรกิจ (Opportunity ใน SWOT) นั่นเองครับเป็นโอกาสที่สามารถนำไปสร้างโอกาสได้จริงๆกระบวนการถามทั้งหมดนี้ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาทีครับ แต่อาจทำให้คุณมองเห็นอะไรที่นึกไม่ถึงก็ได้
คุณล่ะคิดอย่างไร

ตอน...คุณหนูดีวนิษา เรซ NASA และนิยาย กำลังภายใน

สองวันมานี้อ่านหนังสือของคุณวานิษา เรซ ดีมากๆ ครับ สร้างแรงบันดาลใจเป็นอย่างมาก

เรื่อง เล่นให้เป็นอัจฉริยะครับ
ประทับใจเรื่องหนึ่งที่คุณหนูดีเล่าไว้ว่านาซ่ากำลังเจอปัญหาหนึ่งว่า ตอนนี้นักวิยาศาสตร์ วิศวกรช่วงที่บุกเบิกสร้างยานอวกาศไปดวงจันทร์ดาวอังคารกำลังจะเกษียณอายุก็เลยเริ่มมีการรับสมัคร หาคนมาแทน ก็เอามาจากคนจบมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกครับ ปรากฏว่าต้องประสบปัญหาครับ คือคนรุ่นใหม่พลิกแพลงไม่เก่งเท่าคนรุ่นก่อนที่จะสามารถแยกปัญหาเป็นส่วนๆ พลิกไปพลิกมา ในที่สุดก็แก้ปัญหาได้แต่คนรุ่นใหม่ทำไม่ได้ เลยลองไปดูว่าเด็กๆคนสองกลุ่มนี้ต่างกันอย่างไร
ปรากฏว่าคน NASA รุ่นบุกเบิกมีประวัติว่าเล่นเก่งครับ เล่น ลุย เลอะ แต่เด็กรุ่นใหม่ไม่ได้ลุยขนาดนั้นประมาณว่าเรียนอย่างเดียวครับ
......................................................

ในกลุ่มของเรา เราเคยทำโครงการมันๆ โครงการหนึ่งเมื่อปี 50 เป็นโครงการโรงเรียนฟิสิกส์ครับ ลูกศิษย์คนหนึ่งจบวิศวะ ชอบสอนฟิสิกส์เลยอยากเปิดโรงเรียน เราเลยเริ่มต้นด้วยการศึกษาความเป็นไปได้เนื่องจากน้องเธอเป็นหมอ เราเลยทำอะไรประหลาดหน่อย
เราอยากรู้ว่า หมอที่เก่งมากๆ (เด็กๆ เก่งฟิสิกส์) เก่งนี่หมายถึงที่หนึ่งคณะแพทย์นะครับ และต้องไม่ใส่แว่นด้วย(สะท้อนว่าสุขภาพจิตดี) ครับฝั่งเธอได้คนหนึ่ง ฝั่งผมช่วยหาได้อีกคนหนึ่ง ตอนหลังเราขยายไปกลุ่มวิศวะ ทางผมได้คนหนึ่งเป็นเพื่อนผม เก่งฟิสิกส์สอนจนตั้งโรงเรียนขยายสาขาไปหลายจังหวัด
พวกเราถามด้วยคำถามกับคนเหล่านี้ว่าเด็กๆ ตอนเย็นทำอะไรครับ ได้เรื่องครับ กลุ่มตัวอย่างตอบว่า อ่านนิยายกำลังภายในผมฟังแล้วอึ้งครับ เป็นอะไรที่ประหลาด (ไม่มีใครพูดว่าการ์ตูน ยุคผมนี่มีโดราเอมอนแล้ว)
ข้อสันนิษฐานของผมคือ ผมนึกถึงทฤษฎีเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์หนึ่งคือ มีคนศึกษาแล้วค้นพบว่าคนคิดสร้างสรรค์มีความสามารถในการเชื่อมโยงครับ (The Theory of Association)
เป็นไปได้ไหมว่าจริงแล้วการอ่านกำลังภายในซึ่งเป็นหนังสือไม่มีภาพ และมีความเป็นพลวัตสูง ทำให้ต้องจินตนาการสร้างภาพ และเชื่อมโยงตัวละครเองอย่างเป็นระบบ
ถ้าคุณดูฟิสิกส์ นี่อาศัยการจินตนาการพอสมควรในการสร้างภาพ เป็นไปได้ไหม (ผู้เขียนเคยสอบได้ฟิสิกส์เต็ม สมัยเรียนม.4 ที่โรงเรียนเตรียมอุดมฯ แต่ผู้เขียนใส่แว่นหนา 700 จึงไม่ควรอยู่ในกลุ่มตัวอย่าง 555)
ผมจำได้ว่าตอนผมเรียนวิศวะ โดยเฉพาะด้านไฟฟ้า ไม่ใช่กดเครื่องคิดเลขอย่างเดียวนะครับ ต้องอาศัยการคิดเชื่อมโยงมากๆ อะไรเป็น input อะไรเป็น logic อะไรเป็น network ใช้การเชื่อมโยงทั้งนั้นครับ ถ้าเชื่อมโยงไม่เก่งรับรองเอาตัวไม่รอดครับ
เขียนเพื่อจุดประกายครับ ทุกวันนี้ก็ยังถามอยู่ว่าคนเก่งๆ ในด้านต่างๆ ตอนเด็ก ตอนเย็นทำอะไรบ้างอยู่มีอะไรน่าสนใจอีกมากครับ ผมว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดานะที่สุดรู้สึกดีๆ กับสังคมนี้ที่มีคนอย่างหนูดีครับสร้างสรรค์น่ายกย่องเป็นแบบอย่างครับ
คุณล่ะคิดอย่างไร

ตอน...ห้านาทีที่ไม่เท่ากัน


เมื่อวานได้สอบ IS นักศึกษา MBA เธอเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายเป็นบริษัทขายส่งแก๊สครับ
ในระยะเวลาสั้นๆ เธอเล่าให้ฟัง (ตามที่เธอไปศึกษามา) ว่าจากการออกแบบสอบถาม พบว่า... ตอนนี้มีปัญหาที่ส่งแก๊สไม่ทัน เหตุผลคือ ไม่มีการวางแผนที่ดีพอ บางรายขอวันนี้เอาเดี๋ยวนี้ก็ให้มันทัน การแก้ปัญหาของเธอ คือ ทำรายงานฉบับนี้ขึ้นเพื่อเสนอผู้บริหาร และจัดประชุมเพื่อตกลงปริมาณการสั่งซื้อกันให้แน่นอน บ่อยขึ้น
พอสอบเสร็จ ผมก็ดูรายงานเธอ เจอตัวเลขตัวหนึ่งมีลูกค้าเพิ่มขึ้น 4 ราย แต่เป็นรายใหญ่แต่ยอดขายก๊าซรวมเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 300 ครับ เท่าที่ฟังบริษัทแม่ก็แก้ปัญหาด้วยการส่งก๊าซเพิ่มแล้ว แต่ดูข้อมูลก็มีบางรายที่ยังส่ง
ไม่ทัน แต่เอ๊ะ! ผมเริ่มตั้งข้อสังเกต บางรายไม่มีปัญหาแต่บางรายก็มีปัญหา
ผมเลยถามเขาว่า คุณลองดูให้ดีนะมีบางรายไม่เป็นปัญหา บางรายก็มีปัญหา
ถามหน่อยครับ นึกดีๆ รายที่มีปัญหา คุณทำอะไรต่างจากรายที่ไม่มีปัญหาหรือไม่
เธอพูดว่า ในรายที่มีปัญหา แต่ตอนหลังไม่มีเกิดขึ้นหลังจากที่ฝ่ายเธอได้ไปเยี่ยมโรงงาน ไปดูกระบวนการผลิต...ไปเยี่ยมโรงงาน และฝ่ายเขาเองก็มาเยี่ยมโรงงานเขาเหมือนกัน จากการไปเยี่ยมแต่ละครั้ง ทำให้เข้าใจระบบกันมากขึ้น และสามารถตกลงกันได้ดีขึ้นเหมือนคุยกันรู้เรื่องขึ้น
ผมเลย...นี่อย่างไร คุณคงรู้แล้วว่าจะทำอย่างไรที่คุณเสนอบอกว่าจะจัดประชุมกันบ่อยๆ นี่ไม่น่าใช่ เท่าที่ดูต้องไปเยี่ยม ไปปรึกษาหารือทำความเข้าใจระบบกันถึงที่ก่อน ทำให้ต่อมาประชุมกันได้ผล เธอบอกว่าใช่เลยค่ะ ตอนนี้มีกี่รายที่มีการไปเยี่ยมโรงงาน
เธอบอกว่า ส่วนใหญ่ยังค่ะ
เธอก็บอกว่า ได้แนวคิดแล้วค่ะอาจารย์รู้แล้วว่าจะไปทำอะไรต่อ
.......................................................
กระบวนการนี้ใช้เวลาเพียงไม่ถึง 5 นาทีแต่ได้แนวทางไปแก้ปัญหาได้ครับ
สาระสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่เวลามีข้อมูลอะไรผ่านเข้ามา ผมจะบอกชาว AI ว่าอย่าปล่อยผ่านไปครับ
ไม่มีใครในโลกนี้ทำงานได้เท่ากันหรอก ไม่มีอะไรเหมือนกันทุกอย่างหรอกครับ ไม่มีเหตุการณ์อะไรให้ผลเหมือนกันไปหมด
ในมุมมองของ AI แค่ต่างกันนิดๆ ก็เรียกว่ามีอะไรดีๆ ซ่อนเร้นอยู่ครับ ตัวเลขต่างกันก็เป็นที่มาที่เราจะค้นหาความแตกต่าง เพื่อจับถูกเอามันขยายผล สร้างโอกาสได้ครับ
เวลา 5 นาทีก็ยังไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับเราจะคุยกันด้วยคำถามแบบไหนด้วยซ้ำ
คุณล่ะคิดอย่างไร